Loading...

Popular Posts

Wednesday, March 6, 2013

โรควัณโรคมีอาการอย่างไร


โรควัณโรคมีอาการอย่างไร

วัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียชื่อ  ไมโครแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส  บางครั้งเรียกว่า  เชื้อเอเอฟบี เป็นโรคติดต่อที่เรื้อรัง และเป็นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก เยื่อหุ้มสมอง ปอด แต่วัณโรคที่เป็นกันมากและเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอยู่ในขณะนี้ก็คือ วัณโรคปอด มักพบในคนแก่คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน เช่น หวัด หัด ไอกรน พวกติดยาและโรคเอดส์และในคนที่ตรากตรำทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ ขาดอาหาร ดื่มเหล้าจัด หรือในคนที่มีประวัติใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรค เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน


การติดต่อ
ผู้ป่วยวัณโรค จะมีเชื้อโรคอยู่ในปอด เมื่อผู้ป่วย ไอจาม เชื่อจะออกมากับละออง เสมหะหรือน้ำลายนั้น เสมหะที่ตกสู่พื้นดินถ้าถูกแสงแดดส่องนาน ๆ เข้า เชื้อจะตายไปเอง ส่วนละอองเล็ก ๆ จะลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน ๆ หากผู้ใกล้ชิดสูดหายใจเข้าไป เชื้อวัณโรคจะเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีโอกาสป่วยเป็นวัณโรคได้ แต่ผู้ที่ได้รับเชื้อแล้ว บางคนก็ยังไม่ป่วยเป็นวัณโรคเลยทีเดียว แต่จะเป็นพาหะนำโรคแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นได้

อาการของวัณโรค   ผู้ติดเชื้อวัณโรคปอดมักจะค่อย ๆ  ป่วยด้วยอาการของวัณโรคปอดดังต่อไปนี้
* มีอาการอ่อนเพลีย    * บางครั้งอาจะมีมีอาการเบื่ออาหาร  และมีน้ำหนักลด    * อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว  หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ  ตอนบาย    * มีเหงื่อออกตอนกลางคืน    * มีอาการไอ  โดยระยะแรก ๆ  ไอแห้ง ๆ  ต่อมาจึงมีเสมหะ  และไอมากเวลาเข้านอน  หรือตื่นนอนตอนเช้า  หรือหลังอาหาร  ทั่งนี้  อาการไอจะเรื้อรังเป็ฯแรมเดือน  แต่บางคนอาจไม่มีอาการไดเลยก็ได้    * ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่มีอาการไอ    * ในรายที่เป็นมาก  อาจจะมีอาการหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ  หรือดำ ๆ  แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก    * ในรายที่เป็นน้อย ๆ  อาจไม่มีอาการอะไรเลย  และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็นจุดในปอดบนภาพถ่ายเอกซเรย์    * ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน  โดยไม่รู้สาเหตุ    * ในกรณีที่เกิดในเด็ก  อาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่  เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกัน

สุดอันตราย..!! วัณโรคพันธุ์ใหม่    วัณโรคสายพันธุ์เอ็กซ์ดีอาร์ทีบีแทรกซ้อนจำนวน 53 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 52 ราย ภายในเวลา 16 วัน ส่วนคนปกติที่ป่วยด้วยวัณโรคสายพันธุ์ใหม่จะเสียชีวิตร้อยละ 50 ส่วนที่มีชีวิตอยู่จะพิการ เพราะเชื้อโรคเข้าไปทำลายปอดจนบางครั้งทำให้เสียปอดไปหนึ่งข้าง และจะทรมานจากการหายใจ

การรักษา
ผู้ป่วยวัณโรคที่ไม่ได้รักษาจะมีอัตราการตาย ร้อยละ 40-60 ปัจจุบันมีวิธีการรักษาวัณโรคระยะสั้น โดยการให้ยารักษาควบคู่กันไปหลายขนาน หากรักษาครบกำหนดจะมีอัตราหายร้อยละ 90 การรักษาจะใช้ร่วมกันหลายชนิดโดยให้ INH,Rifampicine 6 เดือน และให้ Ethambutal,pyracinamide 2 เดือนแรก

     ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยก็สามารถไปรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยของรัฐเมื่อรักษาไป 2-3 สัปดาห์ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่าตัดสินใจหยุดยาเองเป็นอันขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาก่อนกำหนดจะทำให้เชื้อโรคดื้อยา  การรักษาวัณโรคที่ดื้อยา ผู้ป่วยจะแพร่เชื้อดื้อยาไปสู่ผู้อื่น จะต้องใช้ยา 18-24 เดือนโดยใช้ยาที่เชื้อไม่ดื้อยาอย่างน้อย3 ชนิด

วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายได้แน่นอน ใช้ระยะเวลาเพียง 6 – 8 เดือนเท่านั้น แต่ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ดังนี้

1. กินยาตามชนิดและขนาดที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอจนครบกำหนด (ไม่ลดหรือเพิ่มขนาดของยาเอง)         2. มาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง         3. อย่าหยุดกินยาเองเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เชื้อวัณโรคดื้อยาได้         4. สามารถกินยารักษาวัณโรคร่วมกับยารักษาโรคอื่นได้         5. กินอาหารได้ตามปกติ         6. ควรงดเหล้า บุหรี่ และยาเสพติด
* วัณโรครักษาด้วยยาได้ แต่การให้กำลังใจไม่ทอดทิ้ง สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด *
จะไปรับการตรวจรักษาวัณโรคได้ที่ใด?
ตามพรบ.ประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท รักษาทุกโรค ท่านสามารถนำบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคไปรับบริการตรวจหาวัณโรคได้ที่สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งใกล้บ้านท่าน
ใส่ใจตนเองสักนิด ไอเกิน 3 อาทิตย์ มีสิทธิ์เป็นวัณโรคปอด

ยาที่ใช้รักษา
ผู้ที่ป่วยด้วยวัณโรคปอดจะได้รับยาต้านวัณโรค ซึ่งมักจะประกอบด้วยตัวยาดังนี้
ไรแฟมพิซินไอโซไนอะซิดอีแธมบูธอลไพราซินาไมด์

นอกจากนั้นอาจได้รับไพริด๊อกซิน หรือวิตามิน บี 6 หรือวิตามิน บี 1 – 6 –12 ร่วมกับยาดังกล่าว เพราะผู้ที่ป่วยด้วยเชื้อวัณโรคจะขาดวิตามินดังกล่าว ซึ่งต้องใช้ร่วมกันกับยารักษาวัณโรค ตามที่ได้รับคำแนะนำ

วัณโรคปอด หรือ ทีบี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ต้องได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง ยารักษาวัณโรคจะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ หรือป้องกันการแบ่งตัวของเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดวัณโรคมีการแบ่งตัวช้า และระยะฟักตัวของเชื้อในร่างกายกินเวลานาน ผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้จะได้รับยาเป็นระยะเวลา ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 24 เดือน แล้วแต่สูตรยา

ผลของยารักษาวัณโรคปอดต่อร่างกาย
ผู้ป่วยส่วนมากจะสามารถใช้ยาต้านวัณโรคได้โดยไม่มีปัญหา บางรายอาจไม่รู้สึกสบายในท้อง จากผลข้างเคียงของยาบางชนิด อาการข้างเคียงที่มักจะพบได้บ่อยในยาต้านวัณโรค คือยา   อาการข้างเคียงและวิธีรับประทานที่ถูกต้อง

ไรแฟมพิซิน ( Rifampicin ) ปัสสาวะ น้ำตา เหงื่อ และ อุจจาระอาจเป็นสีส้ม – แดง โดยไม่มีอันตรายใด ๆ รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที ยกเว้นเมื่อมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้รับประทานร่วมกับอาหาร

ไอโซไนอะซิด ( Isoniazid , INH ) ผื่นไข้ หรืออาการแพ้อื่น ๆ อาจทำให้ระดับวิตามิน บี 6 ลดลง ถ้าเกิดขึ้นจะทำให้รู้สึก ชา ปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือนผิวไหม้ที่บริเวณมือเท้า ( * ควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ )  เกิดสิวอักเสบ รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที ยกเว้นเมื่อรู้สึกไม่สบายในท้อง
อีแธมบูธอล ( Ethambutol ) หากรับประทานขนาดสูงเป็นเวลานานจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึน มองภาพเห็นซ้อน ผื่น ปวดตา ( * ควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ ) รับประทานร่วมกับอาหาร

ไพราซินาไมด์ ( Pyrazinamide ) เป็นไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน รับประทานร่วมกับอาหาร
สเตร็บโตมัยซิน ( Streptomycin ) ผื่น วิธีใช้ ฉีดเข้ากล้าม

สูตรการรักษาวัณโรคในปัจจุบัน• การรักษาวัณโรคปัจจุบันประกอบด้วยยา 4 ชนิด คือไรแฟมพิซิน (rifampicin ;R) ไอโซไนอะซิด(isoniazid ;H) ไพราซ-ินาไมด์ (pyrazinamide ;Z) และ อีแทมบูทอล (ethambutol ;E) หรือ สะเต็บโตไมซิน(streptomycin ;S) ร่วมกันในช่วง 2 เดือนแรก ตามด้วยยา 2 หรือ 3 ตัวในระยะ 4 เดือนถัดมาแต่สำหรับผู้ที่มีแผลในโพรงปอด และเพาะเชื้อจากเสมหะยังพบเชื้อวัณโรค หลังจากได้รับการรักษาไปแล้ว 2 เดือน จะต้องยืดระยะเวลาในการรักษาเพิ่มเป็น 9 เดือน
ยาสมุนไพร    ยารักษาวัณโรค สูตรหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า    ส่วนผสมของตัวยา    แก่นขี้เหล็กสับเป็นชิ้น 1 กำมือ    แก่นแสมสารสับเป็นชิ้น 1 กำมือ    แก่นขนุนสับเป็นชิ้น 1 กำมือ    แก่นไม้สักสับเป็นชิ้น 1 กำมือ    แก่นลั่นทมสับเป็นชิ้น 1 กำมือ    ยาดำ หนัก 1 บาท    ก้านสะเดา 33 ก้าน    ฝักราชพฤกษ์ 3 ฝัก    ขมิ้นอ้อย 7 แว่น    (ให้ลงด้วยพระเจ้า 5 พระองค์ ทั้ง 7 แว่น)    วิธีปรุงยา    เอาสมุนไหรทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อดิน สำหรับต้มยาใส่น้ำสะอาดลงไปให้พอท่วม เสกด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณ กำกับรสม 108 จบ ต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ให้เดือดอ่อนๆ ประมาณ 20 นาที

ขนาดรับประทานรินเอาน้ำมาดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแกง วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร ทุกๆวัน
สรรพคุณรักษาวัณโรคได้ชะงัดนัก มีผู้หายจากโรคนี้มาแล้วมากมาย

กรณีศึกษาจากผู้ที่เคยเป็น    ปัจจุบันทานยาต้านวัณโรคอยู่ ได้แก่ Rifampicin 450 mg, Isoniazid[INH] 100mg, Pyrazinamide [PZA] 500 mg,Ethambutol 400 mg, VitaminB6 50mg    ตอนเดือนแรก รู้สึกแย่มาก ทำงานไม่ไหว มีอาการผิวหนังบวมขึ้นมาเป็นเม็ดๆ สีม่วง(สีเหมือนฟกช้ำ) ที่ขาส่วนที่ใบหน้า มีสิวเม็ดใหญ่ๆ ขึ้น เจ็บไปทั้งหน้าเลย เป็นไข้ทั้งวัน มีอาการหนาวสั่น หนาวจนเกือบเข้ากระดูกความดันต่ำมาก จนเหมือนโลกหมุนทำให้คลื่นไส้ เคลื่อนไหวไม่ได้เพราะหัวจะหมุนตลอดเวลาจนอยากจะอาเจียนถึงขนาดต้องคลานเข้าห้องน้ำ สมองเบลอมากๆ จดจำสิ่งต่างๆ ได้ไม่เกิน 1 นาทีหลังจากนั้นก็จะจำไม่ได้ว่าเมื่อกี๊เรากำลังทำอะไร (ทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน) ตอนกลางคืน ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยมาก

บางคืนเป็น 10 ครั้ง ทำให้นอนหลับไม่ต่อเนื่อง และหลับไม่สนิทตื่นนอนตอนเช้าก็จะปวดหัว ไม่สดชื่นเลย หน้าตาอิดโรยมาก บางวันตื่นเช้ามา เหงื่อออกจนเปียกโชกเลย รู้สึกร้อนวูบวาบตามตัว เหนื่อยง่าย ใจสั่น แค่หายใจยังเหนื่อยเลย เบื่ออาหาร ทานอะไรก็ขมคอไปหมดช่วงกลางวัน เฉลี่ยแล้ว ปัสสาวะเป็น 10 ครั้งภายในแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง สายตาแย่ลง ปวดเบ้าตามาก มองที่มัวๆหรือที่มืดไม่ชัดเจนไม่สามารถบอกได้ว่าสถานที่ตรงนั้นเป็นพื้นราบหรือเป็นหลุมลึกลงไปเวลาเดิน ร่างกายไร้ความรู้สึก(เหมือนสมองกับอวัยวะทำงานไม่ประสานกัน) เดินไปตามความเคยชินมีความผิดปกติที่ระบบสืบพันธุ์ด้วย ในขณะนั้น ตกใจมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราพยายามเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน แต่อาการเป็นอย่างที่เล่ามาจริงๆ ดีตรงที่ไม่มีอาการไอ คุณหมอบอกว่ายังไม่สามารถแพร่เชื้อให้ใครได้
อาการที่ว่ามานี้เป็นหนักมากจำเป็นต้องเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงโดยการรับประทาน 

   1. วิตามินบีและซี ช่วยในเรื่องการทำงานของระบบประสาท การสร้างเม็ดเลือด ช่วยรักษาสภาพผิวหนังให้เป็นปกติ ทำงานร่วมกับการสร้างโปรตีน    2. เลซิตินเข้มข้นชนิดเม็ดช่วยเรื่องระบบประสาท    3. โปรตีนสกัดเข้มข้นเพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เสริมสร้างระบบภูมิต้านทาน ( เจาะจงยี่ห้อจะให้ผลดีมาก ) ซ่อมแซมอวัยวะที่ถูกทำลายจากยา ( สำคัญมาก )    4. น้ำมันปลาที่มี DHA และ EPA จะช่วยบำรุงระบบประสาท ( เจาะจงยี่ห้อจะให้ผลดีมาก )    5. อาหารเสริมบำรุงสายตา ( เจาะจงยี่ห้อจะให้ผลดีมาก ) สำหรับคนที่มีอาการปวดตา ปวดหัวร้าวไปที่ท้ายทอยเนื่องจากฤทธิ์ยาอีแธมบูธอล    6. สารอาหารเพื่อการฟื้นฟูไตจากผักโขม ( เจาะจงยี่ห้อจะให้ผลดีมาก )    7. วิตามินเกลือแร่สกัดเข้มข้น ลดผลข้างเคียงจากยา

No comments:

Post a Comment